Dynamic Pricing: การปรับราคาสินค้าแบบอัตโนมัติตามความต้องการและพฤติกรรมผู้ใช้งาน

Published

1 July, 2025

Language

Thai

Written by

Share

Dynamic Pricing: การปรับราคาสินค้าแบบอัตโนมัติตามความต้องการและพฤติกรรมผู้ใช้งาน

Dynamic Pricing หรือ การกำหนดราคาสินค้าแบบไดนามิก เป็นกลยุทธ์การตั้งราคาที่ทำให้แพลตฟอร์มสามารถ เปลี่ยนแปลงราคาสินค้าหรือบริการแบบเรียลไทม์ ตามปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความต้องการของตลาด (Demand), พฤติกรรมของผู้ใช้ (User Behavior), หรือแม้แต่ ช่วงเวลา และ สถานที่

ตัวอย่างแพลตฟอร์มที่ใช้ Dynamic Pricing อย่างมีประสิทธิภาพ:

  • Grab – ค่าบริการเรียกรถปรับตามความต้องการในเวลานั้น (Surge Pricing)
    Grab clarifies no price discrimination after subscriber claims he was  charged more for delivery fee - Mothership.SG - News from Singapore, Asia  and around the world

  • Agoda – ราคาห้องพักเปลี่ยนตามฤดูกาลและความต้องการจอง



  • Shopee & Lazada – มี Flash Sale หรือปรับราคาสินค้าตามแคมเปญพิเศษ
    เปิดอินไซต์คนไทย ทำไมถูกใจสินค้าแฟลชเซลล์ พร้อมตื่นตา ตื่นใจไปกับ แคมเปญ  Shopee 8.8 Crazy Flash Sale

Dynamic Pricing คืออะไร?

Dynamic Pricing คือ การตั้งราคาสินค้า/บริการแบบปรับเปลี่ยนได้อย่างยืดหยุ่น โดยพิจารณาจากปัจจัยแบบ Real-Time เช่น

  • ความต้องการซื้อสูงหรือต่ำ

  • พฤติกรรมการเข้าชมสินค้า

  • จำนวนสินค้าคงเหลือ

  • ช่วงเวลา เช่น วันหยุดยาว หรือช่วงเวลาขายดี

  • คู่แข่งในตลาดตั้งราคาอย่างไร


 ตัวอย่าง:

  • เรียก Grab ในช่วงฝนตกหรือชั่วโมงเร่งด่วน ราคาจะสูงกว่าปกติ (Surge Pricing)

  • โรงแรมบน Agoda ช่วงสงกรานต์ ราคาสูงกว่าช่วงธรรมดา

รูปแบบของ Dynamic Pricing ที่พบได้บ่อย

1. Surge Pricing (ราคาพุ่งตามดีมานด์)

ตัวอย่าง:

  • Grab ปรับราคาขึ้นในช่วงที่มีผู้ใช้บริการเรียกรถจำนวนมาก เช่น ตอนฝนตก หรือชั่วโมงเร่งด่วน
    Grab Is Expensive Now? Yes, You're Right. Here's Why. | TRP

2. Time-Based Pricing (ราคาตามช่วงเวลา)

ตัวอย่าง:

  • โรงแรมใน Agoda ปรับราคาห้องขึ้นในช่วงเทศกาล เช่น ปีใหม่ สงกรานต์

3. Competitive Pricing (ราคาปรับตามคู่แข่ง)

ตัวอย่าง:

  • Amazon ปรับราคาสินค้าเพื่อให้แข่งขันได้กับร้านอื่น ๆ แบบเรียลไทม์
    การตัดสินใจอย่างมีสติของ Amazon ที่จะไม่แสดงราคาสินค้าในช่วง Prime Day  เพื่อให้คุณคลิกดูสินค้า : r/assholedesign

4. Behavior-Based Pricing (ราคาตามพฤติกรรมผู้ใช้)

ตัวอย่าง:

  • หากผู้ใช้เข้าดูสินค้าชิ้นเดิมหลายครั้ง Shopee หรือ Lazada อาจเสนอโปรโมชันลดพิเศษเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจ

5. Inventory-Based Pricing (ราคาตามจำนวนสินค้าคงเหลือ)

ตัวอย่าง:

  • สินค้าใกล้หมดสต็อกบน JD Central อาจมีราคาสูงขึ้น เนื่องจากความต้องการมีมากกว่าจำนวนสินค้า
    JD CENTRAL (JD.co.th) เปิดตัวเว็บแบบ Soft Launch อย่างเป็นทางการแล้ว |  Techsauce

ตัวอย่างแพลตฟอร์มที่ใช้ Dynamic Pricing อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ข้อดีของ Dynamic Pricing

  1. เพิ่มรายได้สูงสุด (Maximize Revenue)

    • ปรับราคาสินค้าหรือบริการตามความต้องการจริงในช่วงเวลานั้น

  2. ทำให้สามารถแข่งขันในตลาดได้ดีขึ้น

    • ปรับราคาเพื่อสู้กับคู่แข่งในแบบเรียลไทม์

  3. กระตุ้นการตัดสินใจซื้อของลูกค้า

    • เมื่อเห็นว่าราคามีการเปลี่ยนแปลงหรือลดราคาจำกัดเวลา ลูกค้ามีแนวโน้มที่จะรีบตัดสินใจ

  4. บริหารสินค้าคงคลังได้ดีขึ้น

    • ใช้ Dynamic Pricing เพื่อเคลียร์สต็อกหรือควบคุมการขายในช่วงที่ต้องการ

ความท้าทายของ Dynamic Pricing

  • ลูกค้าอาจรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม ถ้าราคาเปลี่ยนบ่อยเกินไปโดยไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน

  • ต้องมีระบบวิเคราะห์ข้อมูลที่แม่นยำ เพื่อให้การปรับราคามีเหตุผลและรองรับดีมานด์ได้จริง

  • มีความเสี่ยงทางภาพลักษณ์แบรนด์ หากลูกค้าเปรียบเทียบราคาแล้วพบความแตกต่างที่มากเกินไป

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Dynamic Pricing

1. ทำไมราคาบนเว็บไซต์เปลี่ยนบ่อย?

คำตอบ:

  • เพราะแพลตฟอร์มใช้ Dynamic Pricing เพื่อให้ราคาสอดคล้องกับความต้องการตลาดและพฤติกรรมลูกค้า

2. การปรับราคาแบบนี้ยุติธรรมหรือไม่?

คำตอบ:

  • ถ้าทำอย่างโปร่งใส เช่น แจ้งว่าราคาขึ้นเพราะดีมานด์สูง หรือเป็น Flash Sale ลูกค้าส่วนใหญ่จะยอมรับได้

3. ทุกธุรกิจควรใช้ Dynamic Pricing ไหม?

คำตอบ:

  • ไม่จำเป็นสำหรับทุกธุรกิจ เช่น ร้านหรูที่เน้นราคาคงที่อาจไม่เหมาะ แต่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ, ท่องเที่ยว และบริการเรียกรถ ควรใช้

สรุป

Dynamic Pricing เป็นกลยุทธ์ที่ทรงพลังในการปรับราคาสินค้า/บริการตามดีมานด์ พฤติกรรมลูกค้า หรือคู่แข่งแบบเรียลไทม์ ตัวอย่างจาก Grab, Agoda, Amazon, Shopee, Lazada และ Klook แสดงให้เห็นว่าการใช้ Dynamic Pricing อย่างชาญฉลาดสามารถเพิ่มรายได้ ขยายฐานลูกค้า และทำให้ธุรกิจตอบสนองต่อตลาดได้อย่างรวดเร็ว

Written by
Opal Piyaporn Kijtikhun
Opal Piyaporn Kijtikhun

Share

Keep me posted
to follow product news, latest in technology, solutions, and updates

More than 120,000 people/day  visit to read our blogs

Related articles

Explore all

Inbound Marketing การตลาดแห่งการดึงดูด
Inbound Marketing การตลาดแห่งการดึงดูด
การทำการตลาดในปัจจุบันมีรูปแบบที่เปลี่ยนไปจากเดิมมากเพราะวิธีที่ได้ผลลัพธ์ที่ดีในอดีตไม่ได้แปลว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีในอนาคตด้วยเสมอไปประกอบการแข่งขันที่สูงขึ้นเรื่อยๆทำให้นักการตลาดต้องมีการปรับรูปแบบการทำการตลาดในการสร้างแรงดึงดูดผู้คนและคอยส่งมอบคุณค่าเพื่อให้เข้าถึงและสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ Inbound Marketing คืออะไร Inbound Marketing คือ การทำการตลาดผ่าน Content ต่างๆ เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายเข้ามา และตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยอาจจะทำผ่านเว็บไซต์ หรือผ่านสื่อ Social Media ต่าง ๆ ซึ่งในปัจจุบันนั้น Inbound Marketing เป็นที่นิยมมากขึ้นเพราะเครื่องมือและเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาในปัจจุบันทำให้การทำการตลาดแบบ Inbound Marketing นั้นทำง่ายกว่าเมื่อก่อนมาก นอกจากนี้การทำ Inbound Marketing ยังช่วยสร้างความสัมพันธ์และความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจได้เป็นอย่างดีอีกด้วย หลักการของ Inbound Marketing Attract สร้าง
04 Apr, 2026

by

Preview email ด้วย Letter Opener
Preview email ด้วย Letter Opener
Letter Opener เป็น gem ของ ที่ใช้แสดงรูปแบบของอีเมลที่เราต้องการจะส่ง ก่อนที่จะส่งจริง เพื่อให้ง่ายและไวต่อการทดสอบ Let's Get started... Installation เพิ่ม Gem ใน Gemfile จากนั้นรัน `bundle install` # Gemfile group :development do gem "letter_opener" gem "letter_opener_web", "~> 1.0" end กำหนดการส่งอีเมลโดยใช้ letter_opener (กรณี Production จะใช้เป็น :smtp) # config/environments/development.rb config.action_mailer.delivery_method
04 Apr, 2026

by

การเปลี่ยนทิศทางผลิตภัณฑ์หรือแผนธุรกิจ Startup หรือ Pivot or Preserve
การเปลี่ยนทิศทางผลิตภัณฑ์หรือแผนธุรกิจ Startup หรือ Pivot or Preserve
อีกหนึ่งบททดสอบสำหรับการทำ Lean Startup ก็คือ Pivot หรือ Preserve ซึ่งหมายถึง การออกแบบหรือทดสอบสมมติฐานของผลิตภัณฑ์หรือแผนธุรกิจใหม่หลังจากที่แผนเดิมไม่ได้ผลลัพธ์อย่างที่คาดคิด จึงต้องเปลี่ยนทิศทางเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ให้มากที่สุด ตัวอย่างการทำ Pivot ตอนแรก Groupon เป็น Online Activism Platform คือแพลตฟอร์มที่มีไว้เพื่อสร้างแคมเปญรณรงค์หรือการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในสังคม ซึ่งตอนแรกแทบจะไม่มีคนเข้ามาใช้งานเลย และแล้วผู้ก่อตั้ง Groupon ก็ได้เกิดไอเดียทำบล็อกขึ้นในเว็บไซต์โดยลองโพสต์คูปองโปรโมชั่นพิซซ่า หลังจากนั้น ก็มีคนสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เขาคิดใหม่และเปลี่ยนทิศทางหรือ Pivot จากกลุ่มลูกค้าเดิมเป็นกลุ่มลูกค้าจริง Pivot ถูกแบ่งออกเป็น 8 ประเภท Customer Need
04 Apr, 2026

by

Contact Senna Labs at :

hello@sennalabs.com28/11 ซอยร่วมฤดี แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330+66 62 389 4599
© 2022 Senna Labs Co., Ltd.All rights reserved. | Privacy policy