STARTUP | 2 mins read

Off-the-shelf VS Custom software แบบไหนตอบโจทย์ธุรกิจคุณ?

By Gift on 28 May 2020
sennalabs-blog-banner

การเริ่มสร้างแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา หนึ่งคำถามที่มักเกิดกับทุกคนคือ คุณควรเลือกทางไหนระหว่าง Off-the-shelf software หรือที่เรียกกันว่า โปรแกรมสำเร็จรูป (ตัวอย่างเช่น Wordpress) กับ Custom software ที่เขียนขึ้นมาใหม่ทั้งหมด บทความนี้จะลงรายละเอียดว่า คุณควรนำอะไรมาเป็น factor ในการตัดสินใจบ้าง

 

2 Factor ที่มีผลกับการตัดสินใจวิธีการพัฒนาระบบ

 

1. Cost ที่ต้องจ่ายไปเพื่อให้ได้มา!!

ปกติแล้ว cost ที่ต้องนึกถึงเสมอ มีอยู่ด้วยกัน 3 อย่าง ได้แก่ ระยะเวลาในการพัฒนาโปรเจกต์ (Time), จำนวนคนที่ใช้ในการพัฒนาโปรเจกต์ (Human Resources) และ งบประมาณ (Financial Cost)

 

ระยะเวลาในการพัฒนาโปรเจกต์ (Time)

หากเปรียบเทียบระหว่าง Off-the-shelf กับ Custom software แน่นอนว่า Off-the-shelf ที่ดีจะใช้เวลาในการ setup น้อยกว่ามาก เพราะทุกอย่างเรียกได้ว่าพร้อมหรือเกือบพร้อมใช้งานอยู่แล้ว ยิ่งหากสิ่งที่คุณต้องการมีครบอยู่ในนั้น Off-the-shelf ก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดี หนึ่งสิ่งที่ต้องคำนึงคือ คุณได้มีการเปรียบเทียบแต่ละเจ้ามากพอรึยัง คนส่วนใหญ่มักจะพลาดคือ ลืมดูเรื่องการ support ของผู้ให้บริการว่าเพียงพอ หรือสามารถช่วยแก้ไขปัญหาคุณได้จริงใช่หรือไม่

 

จำนวนคนที่ใช้ในการพัฒนาโปรเจกต์ (Human Resources)

ในหัวข้อนี้ฝั่ง Off-the-shelf ก็ยังชนะฝั่ง Custom software อยู่เหมือนเดิม เพราะว่าระบบได้ทำมาให้พร้อมใช้งานแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องลงทุนจ้าง developer มาพัฒนาระบบให้อีก หรือหากต้องใช้จริง ๆ ระยะเวลาในการจ้างก็จะสั้นลง

แต่ทั้งนี้ เราก็ต้องดูทั้งช่วงพัฒนาระบบและช่วง maintain/enhance ระบบด้วย ซึ่งปกติแล้ว Off-the-shelf เองจะพยายามทำให้ระบบตนเองสามารถรองรับ integration ที่คนส่วนมากต้องการใช้กันได้ ยกตัวอย่างเช่น การ integrate กับ mail service หรือ social media ต่าง ๆ ซึ่งตอบโจทย์ผู้ใช้ได้ แต่อาจจะไม่ดีเหมือนกับการเขียนขึ้นมาเอง 

 

งบประมาณ (Financial Cost)

งบประมาณเป็นหัวข้อที่ไม่สามารถสรุปได้ตายตัวว่าระหว่าง Off-the-shelf กับ Custom software อันไหนดีกว่ากัน เพราะเราต้องดูว่า ​Off-the-shelf ตัวที่นำมาเปรียบเทียบนั้น มีการคิดค่าใช้จ่ายอย่างไร บางเจ้าอาจจะคิดแบบ subscription รายเดือน หรือรายปี หรือแม้แต่คิดค่าใช้จ่ายต่อ user ที่ใช้งานในระบบ ทำให้บางครั้งการลงทุนครั้งเดียวกับ Custom software ก็อาจจะเป็นจุดที่คุ้มกว่าเมื่อเทียบกับการที่ต้องจ่ายไปเรื่อย ๆ

 

และเช่นเดียวกันกับหัวข้อก่อนหน้า คือคุณต้องดูทั้งช่วงเวลาพัฒนาระบบ และช่วง maintain/enhance เช่นกัน เพราะถ้าคุณเลือก Custom software แล้ว แน่นอนเมื่อคุณต้องการพีเจอร์เพิ่มเติม คุณก็ต้องจ่ายค่า developer เพิ่มอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

ฟังดูแล้วเหมือน Off-the-shelf จะเป็นผู้ชนะ แต่เรายังมีอีก factor ที่ต้องคำนึงถึง นั่นก็คือ

 

2. Function/Features ของระบบ

 

หัวข้อนี้สำคัญไม่แพ้กันกับหัวข้อแรก และถือว่าเป็นใจความสำคัญที่ส่งผลกับการเลือกระหว่าง Off-the-shelf กับ Custom software ซึ่งเป็นหัวข้อที่ฝั่ง Custom software จะถูกมองว่ามี advantage มากกว่า ดังนี้

 

Fully Customizable

เพราะว่าเริ่มจาก 0 ทำให้เหล่า Developer สามารถออกแบบระบบเพื่อตอบโจทย์คุณได้เต็มที่ สิ่งสำคัญที่คุณต้องมีเพื่อให้การทำ Custom software เกิดผลดีที่สุดคือ คุณมี Big Picture ของระบบที่คุณอยากได้อยู่ในมือแล้วทำการแจกแจงให้ทางผู้ดูแลโปรเจครับทราบ (ซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้ง Project Manager หรือ Product Owner ที่คุณมี หรือจากฝั่ง Vendor ที่คุณจ้าง) การทำแบบนี้จะทำให้ Developer สามารถวางระบบเพื่อ Support การเพิ่ม features ในอนาคตได้ดีขึ้น

 

กลับไปที่ Off-the-shelf ซึ่งแม้ว่าจะมีฟีเจอร์เท่าเทียมกับการทำ Custom software แต่ ​Off-the-shelf จะมี limitation หรือข้อจำกัดของระบบเสมอ เพราะระบบนั้นทำไว้ให้เป็นกลางเพื่อ support กับลูกค้าหลายเจ้า ซึ่งข้อจำกัดนั้น ก็อาจจะเป็นได้ทั้งเรื่องของ UX/UI Design ที่จำกัดรูปแบบไว้เพียงไม่กี่แบบและสามารถเห็นได้ตามเว็บไซต์อื่นๆทั่วไป หรือจะเป็น Function ที่ไม่สามารถเพิ่มเองได้ถ้าระบบไม่รองรับ

 

Scalable

หากคุณเป็นบริษัทใหญ่ระดับ Enterprise แน่นอนว่าระบบของคุณจะไม่จบแค่การพัฒนาครั้งแรก เพราะในหลายๆเคส Enterprise จะคำนึงถึง Competitive Features ที่จะสามารถดึงลูกค้าไว้กับบริษัทได้ ยกตัวอย่างเช่น ระบบ e-commerce ที่มีระบบ Rewards หรือ Points ก็จะดึงลูกค้าได้มากกว่า หรืออาจจะเป็นระบบภายใน ที่ทำให้คุณสามารถทำงานส่งให้ลูกค้าได้เร็วขึ้น ลดเวลาในการทำงานของพนักงานลง ทำให้ cost ลดลง กำไรมากขึ้น

 

ซึ่ง ​Competitive features ที่จะเกิดขึ้นนั้น ส่วนใหญ่จะมี function ที่เจาะจง ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเลือก Custom Software หรือ Off-the-shelf คุณก็ยังอาจจะต้องจ้าง developer เพื่อมาพัฒนาส่วนนี้อยู่ดี และหากคุณโชคไม่ดี เจอกับ Off-the-shelf ที่ออกแบบไว้ไม่ดีพอ คุณก็อาจจะเจอกับทางตัน เพราะไม่สามารถเพิ่ม features ที่ต้องการได้

 

Security

หัวข้อนี้ เป็นหัวข้อที่ส่วนใหญ่จะไม่ได้ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง Security เป็นสิ่งมีผลต่อความน่าเชื่อถือของระบบของคุณ เมื่อเกิดขึ้นแล้วมักจะเป็นปัญหาระดับใหญ่เสมอ ฝั่ง Off-the-shelf มีสองแบบ

 

  • Software/Service On Cloud คือผู้ให้บริการดูแลฝั่ง server ให้ แล้วเราใช้บริการผ่านเว็บไซต์ หากคุณใช้ Off-the-shelf ประเภทนี้แล้วผู้ให้บริการเองก็เป็นระดับ Enterprise มักจะไม่มีปัญหาในเรื่องของ Security เพราะคุณไม่ต้องดูแลเอง

 

  • Hosted on your server คือผู้ให้บริการเพียงให้สิทธิ์คุณใช้โปรแกรมแต่คุณต้องจัดการเซิร์ฟเวอร์เอง หากเป็นเคสนี้ คุณควรจะต้องระวังเป็นอย่างมาก เพราะ Off-the-shelf หลายๆเจ้าเป็นมักจะเป็นที่หมายของผู้ไม่ประสงค์ดี ซึ่งปกติผู้ให้บริการจะมีการปล่อยเวอร์ชั่นใหม่ๆ ออกมาเพื่ออัพเดท security ซึ่งนั่นไม่การันตีว่าจะเป็นเวลาก่อนหรือหลังเซิร์ฟเวอร์คุณถูกโจมตีไปแล้ว

ในฝั่งของ Custom Software เอง หากคุณจ้าง Vendor ที่ดี ทาง vendor จะออกแบบระบบที่มี security สูงพอ ซึ่งผู้ไม่ประสงค์ดีจะไม่รู้ว่าระบบภายในเป็นอย่างไร ทำให้ไม่สามารถโจมตีได้โดยง่าย และคุณก็ไม่ต้องอัพเดทระบบบ่อยเท่า Off-the-shelf

อีกปัจจัยที่อาจทำให้คุณอยากใช้ Custom Software คือ ข้อมูลของคุณจำเป็นที่จะต้องเป็นความลับ หรือจำกัดคนเข้าถึง หรือคุณต้องการถือข้อมูลเอง เช่น คุณทำระบบที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล เป็นต้น

 

ตารางสรุป Pros และ Cons ของ Off-the-shelf และ Custom software


หากคุณสนใจพัฒนาระบบ แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร เราแนะนำให้อ่าน วิธีลด Development Cost ด้วย MVP ของ Startup เพื่อเริ่มวางแผนโปรเจกต์ หรือ ติดต่อเรา เพื่อรับคำปรึกษาเพิ่มเติมจาก Senna Labs

Written By