Website Traffic คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญสำหรับธุรกิจออนไลน์

2 mins read

Published

9 April, 2025

Language

Thai

Written by

Share

Website Traffic คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญสำหรับธุรกิจออนไลน์

Website Traffic คืออะไร?

Website Traffic คือ จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งอาจมาจากแหล่งต่างๆ เช่น Google, Social Media, Email Marketing, หรือการเข้าชมโดยตรง

ปริมาณและคุณภาพของ website traffic มีผลโดยตรงต่อ ยอดขาย, การสมัครสมาชิก, และการเติบโตของธุรกิจออนไลน์ เพราะ ยิ่งมีคนเข้าเว็บไซต์มาก โอกาสในการเปลี่ยนผู้เข้าชมเป็นลูกค้าก็สูงขึ้น

ประเภทของ Website Traffic

Website Traffic มาจากแหล่งที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถแบ่งเป็น 6 ประเภทหลักๆ ดังนี้

1. Organic Traffic (ทราฟฟิกแบบธรรมชาติ)

คือ ผู้เข้าชมที่มาจากการค้นหาใน Google หรือเครื่องมือค้นหาอื่นๆ โดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณา ซึ่งหมายความว่าเว็บไซต์ของคุณติดอันดับในผลการค้นหา (SEO) และได้รับคลิกจากผู้ใช้ที่กำลังมองหาข้อมูล

ตัวอย่าง

  • ค้นหา "วิธีทำให้เว็บไซต์ติดอันดับ Google" บน Google แล้วเจอบทความของคุณ

วิธีเพิ่ม Organic Traffic

  • ปรับปรุง SEO ให้ดีขึ้น

  • ใช้คีย์เวิร์ดที่ตรงกับการค้นหาของกลุ่มเป้าหมาย

  • สร้างเนื้อหาคุณภาพที่ให้คุณค่าแก่ผู้ใช้

2. Direct Traffic (ทราฟฟิกจากการเข้าถึงโดยตรง)

คือ ผู้เข้าชมที่พิมพ์ URL เว็บไซต์ของคุณลงในเบราว์เซอร์โดยตรง ไม่ได้มาจากการค้นหา หรือคลิกลิงก์จากแหล่งอื่นๆ

ตัวอย่าง

  • ผู้ใช้พิมพ์ www.yourwebsite.com ลงใน Google Chrome แล้วกด Enter

วิธีเพิ่ม Direct Traffic

  • สร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำ

  • ใช้ URL ที่จำง่าย

  • กระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาเข้าชมเว็บไซต์ซ้ำ

3. Referral Traffic (ทราฟฟิกจากเว็บไซต์อื่น)

คือ ผู้เข้าชมที่มาจากลิงก์บนเว็บไซต์อื่นๆ ที่ชี้มายังเว็บไซต์ของคุณ

ตัวอย่าง

  • เว็บไซต์ข่าวแนะนำบทความของคุณและใส่ลิงก์กลับมา

  • ได้รับ Backlink จากบล็อกอื่นๆ ที่อ้างอิงเนื้อหาของคุณ

วิธีเพิ่ม Referral Traffic

  • สร้างเนื้อหาที่มีคุณค่าเพื่อให้เว็บไซต์อื่นลิงก์มา

  • ทำ Guest Posting ลงเว็บไซต์อื่น

  • แชร์เนื้อหาบนฟอรั่ม หรือเว็บบอร์ดที่เกี่ยวข้อง

4. Social Media Traffic (ทราฟฟิกจากโซเชียลมีเดีย)

คือ ผู้เข้าชมที่มาจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, Twitter, Instagram, LinkedIn, TikTok เป็นต้น

ตัวอย่าง

  • โพสต์บทความบน Facebook และมีคนคลิกลิงก์เพื่ออ่านเพิ่มเติม

วิธีเพิ่ม Social Media Traffic

  • แชร์เนื้อหาที่น่าสนใจและกระตุ้นให้มีการกดไลก์ แชร์ และคอมเมนต์

  • ใช้แฮชแท็กเพื่อให้คนค้นหาโพสต์ได้ง่ายขึ้น

  • ลงโฆษณาบนโซเชียลมีเดียเพื่อเพิ่มการเข้าถึง

5. Paid Traffic (ทราฟฟิกจากโฆษณาออนไลน์)

คือ ผู้เข้าชมที่มาจากโฆษณาที่คุณจ่ายเงินให้ เช่น Google Ads, Facebook Ads, หรือโฆษณาบน YouTube

ตัวอย่าง

  • ทำโฆษณาบน Facebook แล้วมีคนคลิกลิงก์ไปที่เว็บไซต์ของคุณ

  • ทำโฆษณา Google Ads สำหรับคำว่า "ซื้อรองเท้าผ้าใบ" และมีคนคลิกโฆษณา

วิธีเพิ่ม Paid Traffic อย่างคุ้มค่า

  • กำหนดกลุ่มเป้าหมายที่แม่นยำ

  • ใช้คีย์เวิร์ดที่ตรงกับพฤติกรรมการค้นหา

  • ทำโฆษณาที่ดึงดูดและชัดเจน

6. Email Traffic (ทราฟฟิกจากอีเมล)

คือ ผู้เข้าชมที่มาจากลิงก์ในอีเมล เช่น อีเมลข่าวสาร (Newsletter) หรือแคมเปญการตลาดผ่านอีเมล

ตัวอย่าง

  • ส่งอีเมลโปรโมชั่นพร้อมลิงก์ไปยังหน้า Landing Page ของเว็บไซต์

  • ส่งอีเมลแนะนำบทความใหม่ให้กับลูกค้า

วิธีเพิ่ม Email Traffic

  • สร้างรายชื่ออีเมลจากผู้ที่สนใจ (Email List)

  • ส่งอีเมลที่มีคุณค่าและตรงกับความสนใจของผู้รับ

  • ใช้หัวข้ออีเมลที่ดึงดูดให้คนเปิดอ่าน

 

ทำไม Website Traffic ถึงสำคัญ?

  1. เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ – ยิ่งมีคนเข้าเว็บไซต์มากขึ้น โอกาสที่พวกเขาจะซื้อสินค้าหรือใช้บริการก็สูงขึ้น

  2. เพิ่มความน่าเชื่อถือของแบรนด์ – เว็บไซต์ที่มีผู้เข้าชมเยอะ มักได้รับความไว้วางใจมากขึ้น

  3. ช่วยให้ติดอันดับ Google ได้ดีขึ้น – เว็บไซต์ที่มีทราฟฟิกสูงและมีคุณภาพมักจะได้รับการจัดอันดับที่ดีขึ้นใน Google

  4. สร้างโอกาสในการทำเงิน – เว็บไซต์ที่มีทราฟฟิกสูงสามารถทำรายได้จากโฆษณา, การขายสินค้า หรือ Affiliate Marketing ได้มากขึ้น

 

วิธีเพิ่ม Website Traffic อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ทำ SEO (Search Engine Optimization) ให้เว็บไซต์ติดอันดับบน Google

  • สร้าง Content คุณภาพ ที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์

  • ใช้โซเชียลมีเดียในการโปรโมทเว็บไซต์

  • ทำโฆษณาออนไลน์ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย

  • ใช้ Email Marketing เพื่อดึงดูดผู้เข้าชมซ้ำ

 

สรุป

Website Traffic คือ จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโต การเพิ่มทราฟฟิกสามารถทำได้หลายวิธี เช่น SEO, Social Media, Paid Ads, และ Email Marketing

หากคุณต้องการให้เว็บไซต์ของคุณมีผู้เข้าชมมากขึ้น ควรใช้เทคนิคที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ และวิเคราะห์ผลลัพธ์เพื่อปรับกลยุทธ์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

 

Written by
Opal Piyaporn Kijtikhun
Opal Piyaporn Kijtikhun

Share

Keep me posted
to follow product news, latest in technology, solutions, and updates

More than 120,000 people/day  visit to read our blogs

Related articles

Explore all

Inbound Marketing การตลาดแห่งการดึงดูด
Inbound Marketing การตลาดแห่งการดึงดูด
การทำการตลาดในปัจจุบันมีรูปแบบที่เปลี่ยนไปจากเดิมมากเพราะวิธีที่ได้ผลลัพธ์ที่ดีในอดีตไม่ได้แปลว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีในอนาคตด้วยเสมอไปประกอบการแข่งขันที่สูงขึ้นเรื่อยๆทำให้นักการตลาดต้องมีการปรับรูปแบบการทำการตลาดในการสร้างแรงดึงดูดผู้คนและคอยส่งมอบคุณค่าเพื่อให้เข้าถึงและสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ Inbound Marketing คืออะไร Inbound Marketing คือ การทำการตลาดผ่าน Content ต่างๆ เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายเข้ามา และตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยอาจจะทำผ่านเว็บไซต์ หรือผ่านสื่อ Social Media ต่าง ๆ ซึ่งในปัจจุบันนั้น Inbound Marketing เป็นที่นิยมมากขึ้นเพราะเครื่องมือและเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาในปัจจุบันทำให้การทำการตลาดแบบ Inbound Marketing นั้นทำง่ายกว่าเมื่อก่อนมาก นอกจากนี้การทำ Inbound Marketing ยังช่วยสร้างความสัมพันธ์และความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจได้เป็นอย่างดีอีกด้วย หลักการของ Inbound Marketing Attract สร้าง
02 Sep, 2026

by

Preview email ด้วย Letter Opener
Preview email ด้วย Letter Opener
Letter Opener เป็น gem ของ ที่ใช้แสดงรูปแบบของอีเมลที่เราต้องการจะส่ง ก่อนที่จะส่งจริง เพื่อให้ง่ายและไวต่อการทดสอบ Let's Get started... Installation เพิ่ม Gem ใน Gemfile จากนั้นรัน `bundle install` # Gemfile group :development do gem "letter_opener" gem "letter_opener_web", "~> 1.0" end กำหนดการส่งอีเมลโดยใช้ letter_opener (กรณี Production จะใช้เป็น :smtp) # config/environments/development.rb config.action_mailer.delivery_method
02 Sep, 2026

by

การเปลี่ยนทิศทางผลิตภัณฑ์หรือแผนธุรกิจ Startup หรือ Pivot or Preserve
การเปลี่ยนทิศทางผลิตภัณฑ์หรือแผนธุรกิจ Startup หรือ Pivot or Preserve
อีกหนึ่งบททดสอบสำหรับการทำ Lean Startup ก็คือ Pivot หรือ Preserve ซึ่งหมายถึง การออกแบบหรือทดสอบสมมติฐานของผลิตภัณฑ์หรือแผนธุรกิจใหม่หลังจากที่แผนเดิมไม่ได้ผลลัพธ์อย่างที่คาดคิด จึงต้องเปลี่ยนทิศทางเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ให้มากที่สุด ตัวอย่างการทำ Pivot ตอนแรก Groupon เป็น Online Activism Platform คือแพลตฟอร์มที่มีไว้เพื่อสร้างแคมเปญรณรงค์หรือการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในสังคม ซึ่งตอนแรกแทบจะไม่มีคนเข้ามาใช้งานเลย และแล้วผู้ก่อตั้ง Groupon ก็ได้เกิดไอเดียทำบล็อกขึ้นในเว็บไซต์โดยลองโพสต์คูปองโปรโมชั่นพิซซ่า หลังจากนั้น ก็มีคนสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เขาคิดใหม่และเปลี่ยนทิศทางหรือ Pivot จากกลุ่มลูกค้าเดิมเป็นกลุ่มลูกค้าจริง Pivot ถูกแบ่งออกเป็น 8 ประเภท Customer Need
02 Sep, 2026

by

Contact Senna Labs at :

hello@sennalabs.com999 Gaysorn Centre, Unit 5B-1 (523), 5th Floor, Phloen Chit Road, Lumphini, Pathum Wan, Bangkok 10330+66 62 389 4599
© 2022 Senna Labs Co., Ltd.All rights reserved. | Privacy policy