วิธีทำ Usability Test ให้ได้ Insight จริงจากผู้ใช้
Share

การออกแบบ UI/UX ที่ดีไม่สามารถทำได้โดยการคาดเดาเพียงอย่างเดียว เพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่า ผู้ใช้จริง จะมีปฏิกิริยาหรือความรู้สึกอย่างไรเมื่อใช้เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของเรา วิธีที่ดีที่สุดในการเข้าใจพฤติกรรมผู้ใช้และปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานคือการทำ Usability Testing
Usability Testing เป็นกระบวนการที่ช่วยให้เราทดสอบและเข้าใจถึงความสะดวกในการใช้งานจากมุมมองของผู้ใช้จริง ซึ่งจะทำให้ได้ Insight ที่เป็นประโยชน์ในการปรับปรุง UI/UX ของเว็บไซต์หรือแอป
ในบทความนี้ เราจะมาเรียนรู้ขั้นตอนการทำ Usability Test ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงการวิเคราะห์ผล รวมถึงตัวอย่างการใช้งานจริงที่ทำให้เราเห็นว่า Usability Testing สามารถทำให้แอปหรือเว็บไซต์มีประสิทธิภาพดีขึ้นอย่างไร

ขั้นตอนการทำ Usability Test
1. กำหนดเป้าหมายของการทดสอบ
ก่อนเริ่มต้นการทดสอบคุณต้องกำหนดว่า เป้าหมาย ที่ต้องการจากการทดสอบคืออะไร เช่น
-
ตรวจสอบการใช้งานของฟีเจอร์ใหม่
-
ทดสอบความง่ายในการใช้งานของ UI
-
ดูว่าเมนูหรือปุ่มต่าง ๆ ถูกใช้งานได้ดีแค่ไหน
การกำหนดเป้าหมายจะช่วยให้คุณทราบว่าในการทดสอบแต่ละครั้งควรจะให้ผู้ใช้ทำอะไร และคุณจะวัดผลจากอะไร
2. เลือกผู้ใช้ที่เหมาะสม (Target Users)
ผู้ใช้ที่คุณเลือกในการทดสอบควรเป็น กลุ่มเป้าหมายหลัก ของผลิตภัณฑ์ เช่น
-
หากแอปของคุณเป็นแอปสำหรับผู้สูงอายุ ควรเลือกผู้ทดสอบที่มีอายุใกล้เคียงกับกลุ่มเป้าหมาย
-
หากเว็บไซต์ของคุณเป็นเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ ควรเลือกผู้ทดสอบที่เป็น ผู้ซื้อออนไลน์
เลือกผู้ใช้ที่มีความหลากหลายพอสมควรเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ครอบคลุมและแม่นยำ
3. ออกแบบสถานการณ์การทดสอบ (Tasks)
ออกแบบ สถานการณ์ หรือ ภารกิจ ที่ผู้ทดสอบจะทำในการทดสอบ เช่น
-
ลงชื่อสมัครสมาชิก
-
สั่งซื้อสินค้า
-
ค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์
การออกแบบภารกิจจะต้องเป็นกิจกรรมที่ผู้ใช้จะทำจริงในชีวิตประจำวัน และต้องเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการใช้งานเว็บไซต์หรือแอปของคุณ
4. การทดสอบแบบ Realtime
ทำการ ทดสอบในสถานการณ์จริง โดยให้ผู้ทดสอบทำภารกิจตามที่คุณกำหนดในเวลา ที่กำหนดไว้ และควรให้ผู้ทดสอบ พูดออกเสียง (Think Aloud) ว่ากำลังคิดหรือทำอะไรอยู่ เพื่อให้ทีมออกแบบหรือพัฒนาเข้าใจถึงความรู้สึกหรือการตัดสินใจที่เกิดขึ้นในระหว่างการใช้งาน
5. บันทึกและสังเกตผลลัพธ์
บันทึกการทดสอบทั้งหมด ซึ่งอาจรวมถึง:
-
เวลาในการทำภารกิจ
-
ความยากง่ายที่ผู้ใช้ประสบ
-
ปัญหาหรืออุปสรรคที่เกิดขึ้นในระหว่างการใช้งาน
การบันทึกผลการทดสอบจะช่วยให้คุณเห็น จุดอ่อน และ จุดแข็ง ของการออกแบบ UI ได้อย่างชัดเจน
6. การวิเคราะห์ผลและปรับปรุง
หลังจากการทดสอบเสร็จสิ้น คุณควรทำการ วิเคราะห์ผลลัพธ์ และ สรุปข้อมูลที่ได้ เพื่อนำไปใช้ในการปรับปรุง UI/UX เช่น
-
ปรับตำแหน่งของปุ่มหรือฟังก์ชั่นที่ผู้ใช้ไม่สามารถค้นหาได้ง่าย
-
เปลี่ยนแปลงลำดับขั้นตอนที่ทำให้ผู้ใช้รู้สึกสับสน
-
แก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในการใช้งาน
กรณีศึกษา: แอปชำระเงินที่นำ Prototype ไปให้กลุ่มเป้าหมายทดลอง
สถานการณ์ก่อนการทดสอบ: แอปชำระเงินที่เพิ่งเปิดตัวใหม่พบปัญหาในการใช้งานโดยผู้ใช้หลายคน กดผิดปุ่ม ในระหว่างการทำธุรกรรม โดยเฉพาะ การเลือกวิธีการชำระเงิน ที่มีหลายตัวเลือกในหน้าเดียวกัน
สิ่งที่ทีม UX/UI ทำ:
-
ออกแบบ Prototype ใหม่ โดยเพิ่มขั้นตอนการยืนยันการเลือกชำระเงินให้ชัดเจนขึ้น
-
ทำ Usability Test โดยเลือกกลุ่มเป้าหมายจากผู้ใช้จริงที่เป็นกลุ่มที่มีความหลากหลาย เช่น ผู้ใช้รุ่นใหม่และผู้ใช้ที่ไม่ค่อยเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี
-
ให้ผู้ทดสอบทำภารกิจในแอป เช่น การเลือกวิธีการชำระเงินและการยืนยันการชำระเงิน
ผลลัพธ์หลังการทดสอบ:
-
ผู้ทดสอบหลายคน กดผิดปุ่ม เนื่องจากปุ่มเลือกวิธีการชำระเงินไม่เด่นพอ
-
ทีม UX/UI ปรับปรุง UI โดยเพิ่ม ปุ่มยืนยันการเลือก และ ใช้สีที่เด่นชัดสำหรับปุ่มสำคัญ
-
การทดสอบซ้ำพบว่า การกดผิดลดลง 60%
ผลลัพธ์หลังปรับ UI:
-
การทำธุรกรรมเสร็จสิ้นเร็วขึ้น 30%
-
ความพึงพอใจจากผู้ใช้เพิ่มขึ้น และมีการใช้แอปมากขึ้นในกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้สูงอายุ
สรุป
Usability Testing เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการปรับปรุง UX/UI ให้ดีขึ้น โดยการทดสอบกับผู้ใช้จริงจะช่วยให้เราเข้าใจ ปัญหาจริง และ ปรับปรุงสิ่งที่ไม่ตอบโจทย์ การทำ Usability Test จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการ ลดความยุ่งยากในการใช้งาน และ เพิ่มความสะดวก ให้ผู้ใช้รู้สึกมั่นใจในการใช้งาน
หากคุณต้องการให้เว็บไซต์หรือแอปของคุณประสบความสำเร็จและตอบโจทย์ผู้ใช้จริง อย่าลืมเริ่มต้นด้วย Usability Testing แล้วนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุง UX/UI อย่างต่อเนื่อง!

Share

Keep me postedto follow product news, latest in technology, solutions, and updates
Related articles
Explore all


