Custom Tags and Categories: การจัดกลุ่มเนื้อหาเพื่อให้ค้นหาเจอง่ายและตรงใจผู้ใช้

2 mins read

Published

11 February, 2026

Language

Thai

Written by

Share

Custom Tags and Categories: การจัดกลุ่มเนื้อหาเพื่อให้ค้นหาเจอง่ายและตรงใจผู้ใช้

Custom Tags and Categories หรือ การตั้งแท็กและหมวดหมู่แบบกำหนดเอง เป็นฟีเจอร์ที่ใช้ในการ จัดระเบียบเนื้อหาและข้อมูลในแพลตฟอร์ม เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาเนื้อหาที่เกี่ยวข้องได้ง่ายขึ้น และสร้างโครงสร้างเว็บไซต์ที่เข้าใจง่าย ไม่ว่าจะเป็นบทความ สินค้า หรือไฟล์ข้อมูล

ฟีเจอร์นี้มีบทบาทสำคัญในระบบ CMS, บล็อก, แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ, และ ฐานความรู้ (Knowledge Base)

Custom Tags และ Categories คืออะไร?

  • Categories (หมวดหมู่): เป็นการจัดกลุ่มเนื้อหาในภาพรวม เช่น “บทความ”, “ข่าวสาร”, “สินค้าแฟชั่น”

 

 

  • Tags (แท็ก): เป็นการติดป้ายคำเฉพาะเจาะจง เช่น “AI”, “แคมเปญ 11.11”, “ลดราคา”, “สกินแคร์เกาหลี”

 

ตัวอย่าง:

  • สินค้าใน Shopee อยู่ในหมวด “เครื่องใช้ในบ้าน” และมีแท็ก “อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน”, “ลดราคาพิเศษ”, “แนะนำประจำเดือนนี้”

 

ความแตกต่างระหว่าง Categories กับ Tags

 

แพลตฟอร์มที่ใช้ระบบ Tags และ Categories ได้ดี

 

ประโยชน์ของการใช้ Custom Tags และ Categories

  1. ช่วยให้ค้นหาเนื้อหาได้ง่ายขึ้น

    • ผู้ใช้สามารถกรองหรือค้นหาข้อมูลเฉพาะเจาะจงได้ เช่น “รีวิวโทรศัพท์” หรือ “สินค้าลดราคา”

  2. เพิ่มโอกาสให้เนื้อหาถูกค้นพบ (Content Discovery)

    • แท็กช่วยเชื่อมโยงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องจากหลากหลายหมวด

  3. จัดระเบียบเนื้อหาให้ดูสะอาดและเป็นระบบ

    • โดยเฉพาะในเว็บไซต์ที่มีบทความหรือสินค้าจำนวนมาก

  4. ช่วยด้าน SEO และ User Navigation

    • URL ที่มีหมวดหมู่ หรือแท็กที่สอดคล้องกับคำค้นหา จะมีโอกาสขึ้นอันดับใน Google ได้มากขึ้น

 

แนวทางการใช้งานที่ดี

  • ใช้ Categories แบบเฉพาะเจาะจงแต่ไม่แคบเกินไป

  • จำกัดจำนวน Categories ต่อเนื้อหาให้น้อย (เช่น 1–2) แต่ Tags เพิ่มได้ตามเหมาะสม

  • ตั้งชื่อแท็กให้ สื่อความหมาย, หลีกเลี่ยงการใช้คำซ้ำซ้อน

  • แสดงแท็กในหน้าเนื้อหา เพื่อให้ผู้ใช้งานคลิกไปดูหัวข้อใกล้เคียงได้ทันที

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Tags และ Categories

1. เราควรใช้แท็กเท่าไหร่ต่อเนื้อหา?

คำตอบ:

  • โดยทั่วไป 3–6 แท็กเพียงพอ ถ้ามากเกินไปจะทำให้ยุ่งยากในการจัดการ

2. ใช้แท็กภาษาไทยหรืออังกฤษดีกว่า?

คำตอบ:

  • แล้วแต่กลุ่มเป้าหมาย ถ้าทำเว็บไซต์ไทย ใช้ภาษาไทยจะดีกว่าในแง่ SEO และ UX

3. แท็กกับคำค้นหา (Search Keywords) เหมือนกันไหม?

คำตอบ:

  • ไม่เหมือนกัน แท็กเป็นการจัดกลุ่มในระบบ ส่วนคำค้นหาคือสิ่งที่ผู้ใช้พิมพ์ในช่องค้นหา แต่ถ้าแท็กสอดคล้องกับคำค้น จะช่วยเพิ่มการค้นพบได้ดีมาก

 

สรุป

Custom Tags และ Categories เป็นเครื่องมือที่ช่วยจัดระเบียบเนื้อหาอย่างเป็นระบบ และช่วยให้ผู้ใช้งานค้นหาเนื้อหาที่เกี่ยวข้องได้ง่ายขึ้น ฟีเจอร์นี้ส่งผลทั้งต่อ UX (ประสบการณ์ผู้ใช้) และ SEO (การค้นหาใน Google) ตัวอย่างจาก WordPress, Medium, Shopee, Notion และ YouTube แสดงให้เห็นว่าการจัดกลุ่มข้อมูลอย่างชาญฉลาดช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมและประสิทธิภาพของแพลตฟอร์มได้อย่างแท้จริง

Written by
Opal Piyaporn Kijtikhun
Opal Piyaporn Kijtikhun

Share

Keep me posted
to follow product news, latest in technology, solutions, and updates

More than 120,000 people/day  visit to read our blogs

Related articles

Explore all

Inbound Marketing การตลาดแห่งการดึงดูด
Inbound Marketing การตลาดแห่งการดึงดูด
การทำการตลาดในปัจจุบันมีรูปแบบที่เปลี่ยนไปจากเดิมมากเพราะวิธีที่ได้ผลลัพธ์ที่ดีในอดีตไม่ได้แปลว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีในอนาคตด้วยเสมอไปประกอบการแข่งขันที่สูงขึ้นเรื่อยๆทำให้นักการตลาดต้องมีการปรับรูปแบบการทำการตลาดในการสร้างแรงดึงดูดผู้คนและคอยส่งมอบคุณค่าเพื่อให้เข้าถึงและสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ Inbound Marketing คืออะไร Inbound Marketing คือ การทำการตลาดผ่าน Content ต่างๆ เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายเข้ามา และตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยอาจจะทำผ่านเว็บไซต์ หรือผ่านสื่อ Social Media ต่าง ๆ ซึ่งในปัจจุบันนั้น Inbound Marketing เป็นที่นิยมมากขึ้นเพราะเครื่องมือและเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาในปัจจุบันทำให้การทำการตลาดแบบ Inbound Marketing นั้นทำง่ายกว่าเมื่อก่อนมาก นอกจากนี้การทำ Inbound Marketing ยังช่วยสร้างความสัมพันธ์และความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจได้เป็นอย่างดีอีกด้วย หลักการของ Inbound Marketing Attract สร้าง
12 Mar, 2026

by

Preview email ด้วย Letter Opener
Preview email ด้วย Letter Opener
Letter Opener เป็น gem ของ ที่ใช้แสดงรูปแบบของอีเมลที่เราต้องการจะส่ง ก่อนที่จะส่งจริง เพื่อให้ง่ายและไวต่อการทดสอบ Let's Get started... Installation เพิ่ม Gem ใน Gemfile จากนั้นรัน `bundle install` # Gemfile group :development do gem "letter_opener" gem "letter_opener_web", "~> 1.0" end กำหนดการส่งอีเมลโดยใช้ letter_opener (กรณี Production จะใช้เป็น :smtp) # config/environments/development.rb config.action_mailer.delivery_method
12 Mar, 2026

by

การเปลี่ยนทิศทางผลิตภัณฑ์หรือแผนธุรกิจ Startup หรือ Pivot or Preserve
การเปลี่ยนทิศทางผลิตภัณฑ์หรือแผนธุรกิจ Startup หรือ Pivot or Preserve
อีกหนึ่งบททดสอบสำหรับการทำ Lean Startup ก็คือ Pivot หรือ Preserve ซึ่งหมายถึง การออกแบบหรือทดสอบสมมติฐานของผลิตภัณฑ์หรือแผนธุรกิจใหม่หลังจากที่แผนเดิมไม่ได้ผลลัพธ์อย่างที่คาดคิด จึงต้องเปลี่ยนทิศทางเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ให้มากที่สุด ตัวอย่างการทำ Pivot ตอนแรก Groupon เป็น Online Activism Platform คือแพลตฟอร์มที่มีไว้เพื่อสร้างแคมเปญรณรงค์หรือการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในสังคม ซึ่งตอนแรกแทบจะไม่มีคนเข้ามาใช้งานเลย และแล้วผู้ก่อตั้ง Groupon ก็ได้เกิดไอเดียทำบล็อกขึ้นในเว็บไซต์โดยลองโพสต์คูปองโปรโมชั่นพิซซ่า หลังจากนั้น ก็มีคนสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เขาคิดใหม่และเปลี่ยนทิศทางหรือ Pivot จากกลุ่มลูกค้าเดิมเป็นกลุ่มลูกค้าจริง Pivot ถูกแบ่งออกเป็น 8 ประเภท Customer Need
12 Mar, 2026

by

Contact Senna Labs at :

hello@sennalabs.com28/11 Soi Ruamrudee, Lumphini, Pathumwan, Bangkok 10330+66 62 389 4599
© 2022 Senna Labs Co., Ltd.All rights reserved. | Privacy policy